เคาะ! 13 ส.ค. ทดลองเปิดเรียนตามปกติ 100%

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ ให้เริ่มทดลองเปิดเรียนปกติ 100% วันที่ 13 ส.ค.นี้ โดยนักเรียนต้องทำบันทึกประจำวัน เพื่อเป็นข้อมูลสอบสวนโรคเมื่อมีความเสี่ยงเกิดโรค COVID-19

วันนี้ (7 ส.ค.2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ครั้งที่ 2/2563 โดยเปิดทดลองเรียนเต็มรูปแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทั่วประเทศ เริ่มวันพฤหัสบดีที่ 13 ส.ค.นี้ หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลงนามรับทราบ ในวันที่ 10 ส.ค.นี้


ขณะที่นักเรียนทุกคนจะต้องบันทึกประจำวัน เพื่อเป็นข้อมูลว่าไปในพื้นที่ใดมาบ้าง เพื่อเป็นข้อมูล หากพบความเสี่ยงการเกิดโรคโรค COVID-19 โดยครูจะเป็นผู้จัดการดูแล ส่วนมาตรการการเว้นระยะห่างจากเดิมที่ต้องให้เว้นระยะ 1.5 เมตร ก็สามารถจัดพื้นที่ได้ตามปกติ นอกจากนี้ นักเรียนจะต้องยึดหลักสวมหน้ากาก ใช้เจลล้างมือตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

สำหรับการทดลองเปิดเรียนเต็มรูปแบบ 100% จะต้องมีการประเมินเป็นระยะ เพื่อปรับแนวทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์ อีกทั้งกระทรวงศึกษาธิการจะหารือเพิ่มเติมในเรื่องเกณฑ์การวัดผลเด็กต่อไปในอนาคตซึ่งย้ำว่าไม่จำเป็นต้องเน้นเฉพาะการสอบเสมอไป

ข่าวจาก ThaiPBS

เลิกเกรียนกันเถิด เราเกิดร่วมแดนไทย : ทรงผมนักเรียนไทยเลิกเกรียน-เลิกติ่งจริงหรือ?

แม้จะยังไม่ใช่การเปิดอิสระอย่างเต็มที่ให้กับนักเรียนในเรื่องการไว้ทรงผม แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกที่ดีไม่ใช่น้อยที่เราจะได้เห็นการปรับเปลี่ยนทรงผมนักเรียนกันในปีการศึกษาหน้า (แม้ว่าจะเรียนออนไลน์ซะเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากสถาณการณ์ COVID-19 ) ว่าไม่ใช่ทรงผมแบบเกรียนติดหัว หรือสั้นเสมอติ่ง(หู)อีกต่อไป

หากย้อนอดีตที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้พึงพอใจนักกับการถูกบังคับให้ตัดผมแบบเกรียนติดหนังหัวหรือสั้นเสมอติ่งหูมากสักเท่าไร เชื่อว่าใครหลายๆคนก็คงเคยต้องวิ่งหนีการเข้าแถวหน้าเสาธงในวันตรวจทรงผม และก็มีบ้างบางครั้งที่ถูกคุณครูเอากรรไกรหรือบัตตาเรียนมาไถ่หัวอยู่บ่อยๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่าคุณครูจะไถ่ดีให้เป็นทรงสวยงาม แต่กลับไถ่แบบแหว่งๆครึ่งๆกลางๆ ทำให้เราเกิดความอับอายแล้วก็ต้องรีบพุ่งตรงไปร้านตัดผมเพื่อแก้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้เด็กเกิดความคับข้องใจและคิดว่า “ผมก็ผมของหนู ทำไมมันถึงไปเดือดร้อนคนอื่น จะผมสั้นผมยาว ก็เรียนได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”

ทรงผมเกรียนขาว 3 ด้านของนักเรียนชายไทย

จุดเริ่มต้นของการเรียกร้องยกเลิกเกรียน-ติ่ง

กระแสการเรียกร้องเรื่องทรงผมของนักเรียนไทยมีมาอย่างยาวนาน โดยหากจะสรุปสั้นๆก็พอจะพูดได้ว่าแท้จริงแล้วเรื่องทรงผมเกรียนของนักเรียนชายนั้นได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นการไว้ทรงรองทรงได้ตั้งแต่กฎกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2518) ที่ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2515 ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงบางส่วนจากกฎกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2515) ว่า

ยกเลิกข้อกำหนดที่ว่าให้นักเรียนชายไว้ผมข้างหน้าและกลางศีรษะยาวไม่เกิน 5 เซนติเมตร และชายผมรอบศีรษะตัดเกรียนชิดผิวหนัง

กฎกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2518)

แต่คนในสังคมยังให้ความสำคัญและเข้าใจว่าทรงผมนักเรียนชายที่ถูกต้องคือทรงเกรียนขาว 3 ด้านตามที่ระบุในกฏกระทรวง ฉบับที่ 1 เดิมมาอยู่เสมอ รวมทั้งทรงผมนักเรียนหญิงก็ไม่ได้มีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ซึ่งหมายความว่าหากยึดตามกฏกระทรวงฉบับที่ 2 นั้นนักเรียนหญิงยังคงต้องตัดผมสั้นเสมอติ่งหูอยู่ จนในปี พ.ศ. 2555 ได้เกิดการเคลื่อนไหวของนักเรียนเพื่อเรียกร้องสิทธิเรื่องทรงผมของนักเรียนจนเกิดเป็นเสียงที่ดังมาพอให้กระทรวงศึกษาธิการออกหนังสือเวียนถึงโรงเรียนต่างๆเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในการยึดปฏิบัติระเบียบทรงผมตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2518) ที่ให้นักเรียนชายสามารถไว้ผมรองทรงได้ ไม่จำเป็นต้องเกรียนเสมอไป และการไว้ผมของนักเรียนหญิงให้เป็นไปตามระเบียบของแต่ละโรงเรียนกำหนด

ดูเหมือนจะมีความหวังขึ้นมาใช่ไหม? แต่มันไม่ใช่แบบนั้น เพราะภายหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. เมื่อปี พ.ศ. 2557 และการเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนทรงผมของนักเรียนก็เลื่อนลาง ละเลย และถูกลืมไปในที่สุด แต่อย่างไรก็ดีกระแสเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนทรงผมของนักเรียนก็ยังคงดำเนินต่อมาอย่างเงียบๆ ราวกับคลื่นใต้น้ำที่รอวันสำแดง ก่อตัวอย่างสงบนิ่งแต่เป็นวงกว้างและค่อยๆทวีรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ที่โลกโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นเพจเฟสบุ๊คอย่าง “องค์กรต่อต้านทรงผมนักเรียนไทย” ที่มีผู้ติดตามกว่า 53000 คน ต่างเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยเป็นอย่างมาก การติดต่อสื่อสาร รวมทั้งกระแสการเรียนร้องให้ปรับเปลี่ยนทรงผมของนักเรียนจึงเป็นกระแสที่จุดติดและทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในเวลาต่อมา จนในที่สุดก็ส่งผลให้ในที่สุดในปีนี้เอง นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบันได้ทำการออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเรื่องทรงผมของนักเรียนฉบับใหม่ขึ้นมา ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญว่า

นักเรียนชายจะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวด้านข้าง ด้านหลังต้องยาว ไม่เลยตีนผม ด้านหน้าและกลางศีรษะให้เป็นไปตามความเหมาะสมและมีความเรียบร้อย นักเรียนหญิงจะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสม และรวบให้เรียบร้อย

ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563

ให้สิทธิ์ครึ่งๆกลางๆ

แอบดีใจที่น้องๆนักเรียนจะมีโอกาสได้ไว้ผมยาวขึ้นและเป็นอิสระมากขึ้นกว่าในสมัยก่อน แต่ระเบียบกระทรวงฉบับนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยจริงใจกับนักเรียนสักเท่าไร เพราะในข้อที่ 6 ของระเบียบยังได้มีการแอบให้ช่องว่างกับสถานศึกษาเป็นผู้กำหนดทรงผมของนักเรียนได้อยู่ดี ดูเหมือนจะให้สิทธิ์แต่ก็ยังให้ไม่เต็มที่ พยายามให้ช่องทางกับโรงเรียนเป็นผู้กำหนดทรงผมได้อยู่ดี คราวนี้เมื่อเปิดเทอมคงต้องมาดูกันว่าโรงเรียนแต่ละแห่งจะยึดตามระเบียบกระทรวงฉบับบใหม่นี้หรือไม่ หรือจะยังคงความเป็น การศึกษาไทย 1.0 ไว้เหมือนเมื่อ 50 ปีก่อน

ผู้ใหญ่ในยุคโลกาภิวัฒน์จะหากลวิธีใดมาต่อกรกับเด็กยุคใหม่ที่กล้าสู้แบบหัวเด็ด ตีนขาดเพื่อเสรีภาพบนร่างกายของพวกเขา การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเรียกว่า “ชัยชนะ” ได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงการสับขาหลอกของผู้ใหญ่ในกระทรวงเพื่อให้เด็กตายใจเพียงเท่านั้น

เรื่องนี้มีเฮ เคาะใหม่! เพิ่มปิดเทอมหยุดรวม 54 วัน

นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ ในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการหารือเพื่อเตรียมความพร้อมการจัดการศึกษาออนไลน์ เนื่องจาก สพฐ.ไม่ต้องการให้ผู้ปกครองมีความกังวลใจ 

Continue reading “เรื่องนี้มีเฮ เคาะใหม่! เพิ่มปิดเทอมหยุดรวม 54 วัน”